อาการท้องเสียหรือท้องร่วงเป็นปัญหาสุขภาพที่คนไทยพบได้บ่อยในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อนหรือฤดูฝนที่เชื้อโรคแพร่ระบาดได้ง่าย และอาการท้องเสียนั้นหมายถึงการถ่ายอุจจาระเหลวที่ถี่ผิดปกติจนถึงขั้นถ่ายเป็นน้ำ ซึ่งทำให้ผู้ป่วยรู้สึกเหนื่อยและอ่อนเพลียมาก อาจหมดแรงและร่างกายทรุดโทรมอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วยเพราะร่างกายต้องสูญเสียทั้งน้ำและเกลือแร่ต่าง ๆ ไปอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการเข้าใจประเภทของยาแก้ท้องเสียและวิธีใช้ที่ถูกต้องจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกคนควรรู้ไว้ติดบ้าน
สาเหตุของอาการท้องเสียนั้นมีความหลากหลายมาก โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทหลัก ได้แก่ การติดเชื้อไวรัส เช่น โนโรไวรัส โรตาไวรัส หรือไวรัสกระเพาะและลำไส้อักเสบ การติดเชื้อแบคทีเรีย เช่น เชื้อ Salmonella หรือ Campylobacter และการติดเชื้อปรสิต เช่น Giardiasis หรือ Cryptosporidiosis นอกจากนี้ยังมีสาเหตุอื่น ๆ เช่น การแพ้แล็กโทสในผลิตภัณฑ์จากนม ความเครียดหรือความวิตกกังวล รวมถึงการรับประทานอาหารที่ไม่สะอาดซึ่งก่อให้เกิดภาวะอาหารเป็นพิษ ซึ่งการรู้สาเหตุที่แท้จริงจะช่วยให้เลือกใช้ยาได้ตรงจุดและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
ยาแก้ท้องเสียหรือ Antidiarrhoeal มีฤทธิ์ช่วยดูดซับสารพิษในทางเดินอาหารเพื่อขับออกจากร่างกาย ซึ่งเป็นการรักษาด้วยการควบคุมการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารและเพิ่มการดูดซึมของเหลวในลำไส้ โดยมีหลายชนิดขึ้นอยู่กับสาเหตุและยาบางชนิดสามารถหาซื้อได้เองตามร้านยา ในขณะที่บางชนิดจำหน่ายเฉพาะตามใบสั่งแพทย์เท่านั้น
ยาแก้ท้องเสียที่นิยมใช้กันทั่วไปชนิดแรกคือ ยาคาร์บอนหรือผงถ่าน ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญอย่างถ่านกัมมันต์จากไม้ถ่าน ช่วยดูดซับสารพิษและสารแปลกปลอมในลำไส้ ถือเป็นวิธีแก้ท้องเสียที่เห็นผลอย่างรวดเร็ว แม้อาจมีผลข้างเคียงอย่างอาการท้องผูก และผลข้างเคียงอื่น ๆ หลังใช้ยานี้ ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ขับถ่ายเป็นสีดำ ฟันและปากมีสีคล้ำขึ้น ท้องอืด โดยควรรับประทานยานี้ให้ห่างจากยาอื่น ๆ อย่างน้อย 2 ชั่วโมง และไม่ควรรับประทานร่วมกับนมหรือไอศกรีม
ยาชนิดที่สองที่สำคัญและถือเป็นหัวใจของการรักษาท้องเสียคือ เกลือแร่หรือผงโออาร์เอส (ORS) ซึ่งเป็นสารอาหารที่ช่วยบรรเทาอาการท้องเสียและแนะนำเป็นพิเศษเมื่อร่างกายขาดน้ำ โดยเฉพาะในช่วงที่ท้องเสียอย่างต่อเนื่อง อาเจียน และคลื่นไส้มากจนกินอาหารไม่ได้ ทำให้ร่างกายสูญเสียน้ำไปเป็นจำนวนมาก และสิ่งที่ต้องระวังคือไม่ควรสับสนระหว่างเกลือแร่ ORS กับเครื่องดื่มเกลือแร่สำหรับนักกีฬา เพราะเครื่องดื่มสำหรับนักกีฬามีปริมาณน้ำตาลสูงซึ่งอาจกระตุ้นอาการท้องเสียได้
ยาชนิดที่สามคือ โลเพอราไมด์ (Loperamide) ซึ่งเป็นยากลุ่มอนุพันธ์ของฝิ่นที่ใช้เมื่อยาชนิดอื่นไม่ได้ผล โดยยา Loperamide เป็นยาแก้ท้องเสียที่นิยมใช้มากกว่ายาชนิดอื่น ๆ เพราะมีข้อดีที่ตัวยาจะออกฤทธิ์โดยไม่ต้องผ่านระบบสมองและไม่มียา Atropine ซึ่งเป็นยาต้านการทำงานของระบบประสาทอัตโนมัติผสมอยู่ ทำให้ไม่มีอาการข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ต่อร่างกาย และสามารถใช้ร่วมกับยาฆ่าเชื้อที่เป็นต้นเหตุของอาการท้องเสียได้ อย่างไรก็ตามยาชนิดนี้ต้องใช้อย่างระมัดระวัง เพราะหากใช้ในปริมาณมากเกินไปหรือในผู้ป่วยที่มีปัญหาโรคหัวใจอาจเกิดอันตรายได้
สิ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิดคือการซื้อ “ยาหยุดถ่าย” มาใช้เองเมื่อมีอาการท้องเสีย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำอย่างยิ่ง เพราะยาหยุดถ่ายออกฤทธิ์ลดการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ลดจำนวนการถ่าย ซึ่งหมายความว่าเชื้อแบคทีเรียในร่างกายไม่ถูกกำจัดออกไป มีโอกาสสูงที่แบคทีเรียจะแทรกซึมเข้าทำร้ายลำไส้และเข้าสู่กระแสเลือด อันนำไปสู่การติดเชื้อในกระแสเลือดหรือ Sepsis ซึ่งเป็นสาเหตุลำดับต้น ๆ ของการเสียชีวิตจากสาเหตุท้องเสีย
นอกจากนี้ยังมียากลุ่ม โพรไบโอติกส์ (Probiotics) ที่เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่ดี ช่วยสร้างสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ทำให้ผนังลำไส้มีเกราะป้องกันไม่ให้เชื้อโรคอื่นเข้าทำร้าย แต่ผลของโพรไบโอติกส์มักเป็นไปในเชิงการป้องกันมากกว่าการรักษาเฉียบพลัน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาท้องเสียเรื้อรังหรือผู้ที่มีระบบทางเดินอาหารที่ไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ
สำหรับสัญญาณที่ต้องรีบพบแพทย์โดยไม่ควรรั้งรอ ได้แก่ อาการถ่ายเป็นมูกปนเลือด มีไข้สูง หรือมีอาการขาดน้ำอย่างรุนแรง เช่น ปากแห้ง ตาโบ๋ กระวนกระวาย หน้ามืด ซึ่งหากปล่อยทิ้งไว้อาจเกิดภาวะช็อคและเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ และหากใช้ยาแก้ท้องเสียติดต่อกัน 2 วันแล้วยังไม่หยุดถ่าย ก็ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้อง
โดยสรุปแล้ว การรับมือกับอาการท้องเสียอย่างถูกต้องเริ่มจากการดื่มเกลือแร่ทดแทนน้ำที่เสียไป ใช้ยาคาร์บอนเพื่อดูดซับสารพิษ และหากจำเป็นจึงใช้โลเพอราไมด์ภายใต้คำแนะนำของเภสัชกร ที่สำคัญที่สุดคือไม่ควรซื้อยาปฏิชีวนะมาแก้ท้องเสียเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพราะอาจได้รับผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ และควรป้องกันตั้งแต่ต้นด้วยการล้างมือบ่อย ๆ เลือกรับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่และถูกสุขอนามัย เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดอาการท้องเสียตั้งแต่แรก